2006/Nov/29

เมืองไฮท์วิลล์(Hitewhill) เมืองที่มีภูเขารายล้อมรอบหมู่บ้านเป็นรูปตัวยู(U) มีทางเข้าหมู่บ้านอยู่สามทางคือด้านข้างทั้งสอง และใต้ภูเขาซึ่งเจาะให้ทางรถไฟผ่านเท่านั้น ด้านหน้าหมู่บ้านเป็นทะเล และที่เมืองที่สามารถเห็นเกาะซีโร่ได้ชัดเจนที่สุด ด้วยหน้าผาที่ยื่นออกไปในทะเลจากตัวเมืองอีกราวๆ 5 กิโลเมตร

เป็นเมืองที่มีความสำคัญในหลายๆด้าน ทั้งการประมง การคมนาคม และทางเศรษฐกิจ ซึ่งแน่นอนว่าเมืองที่มีความสำคัญเช่นนี้ ย่อมมีการป้องกันมากเป็นพิเศษ ที่เมืองนี้มีการติดตั้งเครื่องเซฟฟ์วอลล์รอบตัวเมืองทั้งสิ้น 15 เครื่อง และในใจกลางเมืองอีก 4 เครื่อง รวมทั้งมีกองกำลังพิเศษของอาคิเนม ที่ชื่อว่า ไพรด์บุลเล็ต(Pride Bullet)

ไพรด์บุลเล็ต ถ้าจะให้พูด ก็เป็นหน่วยงานคล้ายๆกับเบรฟซอรด์ของอาณาจักรจิแคลนม่า มีหน้าที่พิทักษ์ความปลอดภัยให้แก่ประชาชนธรรมดาทั่วไป

แต่เนื่องจากการทำสงครามเย็นกันระหว่างสองอาณาจักรนี้ ทำให้ทั้งเบรฟซอรด์และไพรด์บุลเล็ตจึงไม่ทำงานร่วมกันนั่นเอง

------------------------------------------------------

รถไฟขบวนหนึ่งขับเคลื่อนผ่านช่องว่างของหุบเขา ซึ่งเป็นทางเข้าเมืองไฮท์วิลล์เพียงทางเดียวหากเดินทางด้วยรถไฟ และรถไฟขบวนนั้นก็ได้จอดที่สถานีอย่างช้าๆ

"รถไฟขบวน ไดฮ์(Dieh) - ไฮท์วิลล์ จอดเทียบท่าแล้ว ขอเชิญผู้โดยสารออกมาทางชานชาลาที่สามด้วยค่ะ"

เด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินลงมาพร้อมกับกระเป๋าใบใหญ่หนึ่งใบ เค้าหยิบตั๋วเดินทางออกมาเตรียมใช้ตรวจเอกสารขาออกที่ชานชาลาสาม

"ขอตั๋วเดินทางด้วยครับ" เจ้าหน้าที่ตรวจบัตรยื่นมือขอเอกสารเดินทาง ซึ่งตั๋วเดินทางสมัยนี้สามารถใช้ตรวจสอบเอกสารได้ทุกอย่างทีเดียว หลังจากที่ตั๋วเดินทางผ่านเครื่องตรวจเลเซอร์แล้ว ก็ปั๊มป์ใบรับรองการเดินทางลงไป

"ขอบคุณที่ใช้บริการครับ คุณเซฟีโร่"
เด็กหนุ่มคนนั้นยิ้มด้วยความนอบน้อม พร้อมกับตอบกลับไปเช่นกัน
"ขอบคุณมากครับ"

เซฟีโร่หยิบกระเป๋าพร้อมกับลงนั่งที่บริเวณจุดเรียกรถโดยสาร ซึ่งมีผู้คนมากหน้าหลายตาเดินผ่านเข้าออกสถานีรถไฟแห่งนี้จำนวนมากในแต่ละวัน หลังจากนั่งไปได้สักพักก็มีรถโดยสารมาจอด

"เข้าตัวเมืองครับ" เซฟีโร่จ่ายเงินหลังจากขึ้นไปนั่งบนรถโดยสารแล้ว รถขับเคลื่อนเข้าตัวเมืองด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ในระหว่างนั้นเซฟีโร่ก็มองหน้าต่างชมวิวไปพลาง

"ลุงดันนอธ(Dunnoth)ให้เรามาที่เมืองนี้ทำไมเนี่ย" เซฟีโร่ถอนหายใจเบาๆ จากนั้นเค้าก็หยิบกระดาษขึ้นมาแผ่นหนึ่ง ซึ่งมีเขียนจดรายการหลายๆอย่างอยู่

"ให้ตามหาคนชื่อทริกเกอร์ให้เจอที่เมืองนี้เหรอ ไม่ง่ายนักสิครับลุง" เซฟีโร่พูดกับตัวเองเบาๆ ในระหว่างนั้นรถก็วิ่งเข้าสู่ตัวเมืองอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักรถโดยสารก็จอดที่บริเวณรอบนอกตัวเมือง

"จากตรงนี้ไปจะเข้าตัวเมืองยังไงครับ" เซฟีโร่แบกกระเป๋าถามพนักงานขับรถโดยสาร ซึ่งเค้าก็อธิบายพร้อมวาดแผนที่ประกอบให้เซฟีโร่ เด็กหนุ่มจึงขอบคุณในความเอื้ออาทรของคนขับรถ แล้วเดินทางเข้าสู่ตัวเมือง

ตัวเมืองของอาณาจักรนี้อยู่ติดชายทะเล การโดยสารเข้าไปคือการนั่งรถเล็กเพื่อเข้าตัวเมือง แต่ดูจากแผนที่แล้ว ก็ไม่น่าไกลนัก เซฟีโร่จึงตัดสินใจว่าจะเดินเข้าตัวเมืองแทนดีกว่า

บริเวณชายทะเลที่เซฟีโร่เดินผ่าน ซึ่งจัดได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวนั้น มีโรงแรมเรียงรายอยู่มากมาย ซึ่งเซฟีโร่ก็ได้มองๆหาที่พักไปด้วยในตัว

และในโรงแรมที่เรียงรายอยู่ริมทะเลอยู่จำนวนมากนั้น มีอยู่ห้องหนึ่งที่มีเด็กสาวคนหนึ่งเปิดผ้าม่านออก พร้อมกับยิ้มรับแสงแดดตอนเช้า

"อากาศตอนเช้าดีจริงๆนะคะเนี่ย" เด็กสาวยิ้ม ซึ่งเป็นรอยยิ้มแสดงให้เห็นถึงความสดใสและความมีชีวิตชีวาของเด็กสาวคนนั้น

ในตอนนั้นเองก็มีผู้หญิงอีกคนเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับอาหารอีกชุดหนึ่ง
"ตื่นแล้วเหรอคะ ท่านโคยูกิ(Koyuki)" ผู้หญิงคนนั้นวางอาหารวางไว้บนโต๊ะ เด็กสาวอีกคนจึงมานั่งที่โต๊ะอาหาร
"แล้วพี่ทานรึยังคะ พี่เซริว(Zeryu)"

"ยังค่ะ รอให้ท่านโคยูกิทานก่อน" เซริวตอบด้วยท่าทีเป็นห่วง แต่ก็ไม่แสดงออกให้เห็นชัดนัก "แล้วก็อย่าเรียกว่าพี่สิคะ ในเมื่อดิฉันเป็นองค์รักษ์ของท่านอยู่"

โคยูกิทำหน้าเบื่อๆเล็กน้อย "พี่เองก็อย่าเรียกหนูว่าท่านด้วยสิ ดูไม่สนิทสนมกันเลยอ้ะ"
"ค่ะ" เซริวพยักหน้า ดูเหมือนเธอจะเว้นระยะระหว่างคำว่าพี่น้องกับองค์รักษ์พอสมควร "ขอโทษที่เผลอไปค่ะ"

"พี่นี่ก็.....นะคะ" โคยูกิบ่นอุบอิบกับตัวเอง เซริวก็ได้แต่ยืนดูโคยูกิกินข้าวไป
"ไม่ต้องห่วงค่ะ อยู่ข้างนอกดิชั้นจะปฏิบัติกับท่านเช่นเดียวกับสหายทั่วไปแน่นอนค่ะ"
"ตอนนี้ด้วยก็ได้นะคะ" โคยูกิหันไปหาเซริว "พี่กับหนูโตมาไล่ๆกันนะคะ เรียกว่าพี่น้องก็ได้ หากแต่หนูไม่ได้เกิด..."

"ไม่ต้องพูดแล้วค่ะ" เซริวคุกเข่าพร้อมกับจับมือโคยูกิไว้ "ดิชั้นจะปกป้องท่านไว้ด้วยชีวิตเลย"
โคยูกิได้ยินดังนั้นก็ยิ้ม แล้วจึงหันไปทานอาหารต่อ
"พี่คะ มาทานด้วยกันไหม"
เซริวส่ายหน้า ก่อนจะถอยไปยืนดูเด็กสาวทานอาหารด้วยความเอร็ดอร่อย

ในระหว่างนั้นเอง จู่ๆที่พื้นดินก็มีแรงระเบิดขึ้นมา สัตว์อสูรปรากฎกายอยู่ตรงหน้าโรงแรมที่พวกโคยูกิอยู่

เด็กสาววิ่งไปดูเหตุการณ์ที่หน้าต่างทันที เมื่อเห็นสัตว์อสูรจึงรีบวิ่งลงไปหาสัตว์อสูรทันที

"อะไรเนี่ย" โคยูกิลงมายืนประจันหน้ากับสัตว์อสูร ซึ่งดูเหมือนกำลังจะบ้าคลั่งได้ที่ ในขณะที่โคยูกิตั้งท่าจะชักดาบนั้นเอง ก็มีเงาอะไรสักอย่างพุ่งผ่านเธอไป พร้อมกับตวัดคมดาบใส่สัตว์อสูรที่อยู่ตรงหน้าจนสลายไป

"เป็นอะไรไหมคะ" เซริวกระโดดถอยหลังมาหาโคยูกิหลังจากจัดการกับสัตว์อสูรได้แล้ว
"ไม่เป็นไรจ๊ะ" โคยูกิยิ้มๆ ในตอนนั้นเองก็มีปีศาจพุ่งมาหาเซริวจากด้านหลัง เธอประมาทเกินไป

ในตอนนั้นเองที่สีเสียงฝ่าสายลมของวัตถุชนิดหนึ่ง ซึ่งเซริวก็ไม่ทันรู้สึกตัวด้วยซ้ำ แต่สิ่งนั้นพุ่งเข้าไปฝังในหัวของปีศาจที่หมายจะเล่นงานเซริวจากด้านหลังอย่างแม่นยำ

เซริวมองย้อนกลับไปในทิศทางที่วัตถุนั้นลอยมา ซึ่งก็ได้เห็นเซฟีโร่หันปืนมาอยู่พอดี
"ปลอดภัยนะครับ" เซฟีโร่ชักปืนลงพร้อมกับวิ่งเข้ามา
"ขอบคุณนะคะที่ช่วย" เซริวก้มโค้งคำนับ โคยูกิเองก็เช่นกัน

"ปลอดภัยก็ดีแล้วล่ะ" เซฟีโร่ยิ้มตอบ "ตอนนี้รีบไปจากบริเวณนี้ดีกว่า"
โคยูกิได้ยินจึงทำท่าสงสัย แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากถาม เซริวก็อุ้มเธอวิ่งตามเซฟีโร่ที่วิ่งนำไป
"เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ" เซริวหันไปถามเซฟีโร่ เซฟีโร่เองก็ส่ายหน้าเล็กน้อย
"ไม่รู้ว่าทำไมสัตว์อสูรจึงเข้ามาในตัวเมืองได้ ทั้งๆที่ยังมีเครื่องเซฟฟ์วอลล์อยู่" เซฟีโร่แจงข้อสงสัยให้กับเซริวฟัง แต่เซริวกลับทำหน้างงๆ

ในตอนนั้นเองจู่ๆสัตว์ปีศาจก็พังพื้นดินมาจับขาเซฟีโร่ไว้ แต่ด้วยปฏิกิริยาตอบโต้ที่รวดเร็ว กระสุนนัดต่อมาฝังที่หัวของสัตว์ปีศาจอย่างรวดเร็วก่อนที่มันจะใช้อีกมือหนึ่งทำร้ายตัวเขาเองเสียอีก

"เป็นอะไรไหมคะ" เซริวซึ่งวิ่งนำไปแล้วถอยกลับมา
"ระวังตัวด้วยนะ สัตว์อสูรมีจำนวนมากกว่าที่คิด"

ช่วงเวลานั้นเอง พื้นดินบริเวณที่พวกเซฟีโร่ยืนอยู่ก็ยุบลง พวกเขาตกมาอยู่ในกับดักเสียแล้ว
"โอ๊ย เจ็บๆๆ" โคยูกิกุมหัวตัวเอง ดูเหมือนเธอจะเอาหัวลงพื้น
"เป็นอะไรมากไหมคะ" เซริวหันไปถามด้วยความเป็นห่วง แต่โคยูกิก็ส่ายหน้า
"แย่ล่ะ" เซฟีโร่ชักปืนขึ้นมาอีกหนึ่งครั้ง "พวกเราติดกับมันซะแล้วล่ะครับ"

ยังไม่ทันจบประโยค สัตว์อสูรก็กระโจนลงมาหาเซฟีโร่ซึ่งตั้งท่ารออยู่แล้ว แต่ในตอนนั้นเองตัวสัตว์อสูรกลับเกิดเปลวไฟลุกไหม เซฟีโร่หลบสัตว์อสูรที่ตกลงมาถึงพื้นพร้อมกับไฟที่ลุกท่วมตัว

"ใครกันน่ะ" เซริวชักดาบขึ้นมาพร้อมกับมองขึ้นไปทางปากหลุม ก็พบกับเด็กหนุ่มผมสีเงินอีกคน เซริวตั้งท่าสู้กับคนๆนั้นทันที

"เมื่อกี้นี้มัน" เซฟีโร่มองขึ้นไปทางเด็กหนุ่มคนนั้นเช่นกัน "ใช่เวทย์มนต์รึเปล่าครับ"
"ใช่แล้ว" เด็กหนุ่มคนนั้นตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา พร้อมกับมองพวกเซฟีโร่ด้วยหางตา ก่อนจะตั้งท่าเดินหนีไป

"คุณชื่ออะไรครับ" เซฟีโร่ตะโกนย้อนขึ้นไป อีกฝ่ายก็ชะงักไปพักหนึ่ง
"ข้าชื่อซิคพีท คงได้เจอกันอีกเร็วๆนี้แหล่ะ"

2006/Nov/21

ขณะที่ซึบารุหิ้วร่างที่ไร้สติของบลานค์เข้าห้องขัง ทริกเกอร์ก็เดินไปเพื่อคลายมนต์ที่ผนึกโรงเก็บรถไฟออก ชาวเมืองเมื่อสามารถออกมาได้ ต่างก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนต่อ เพื่อให้เมืองที่ไม่เคยหลับไหลนี้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ไม่ว่าจะเรื่องการค้าขาย หรือการติดต่อสถานีรถไฟเพื่อให้รถไฟสามารถเข้ามาจอดพักที่อู่ได้ตามปกติ

ทางด้านทริกเกอร์ก็นั่งอยู่ที่ชานชาลารถไฟ แน่นอนซึบารุเมื่อเสร็จกิจก็เดินมาหาเค้า
"ขอบคุณมากครับ คุณทริกเกอร์" ซึบารุก้มหัวลงแสดงความเคารพ

"วิธีขอบคุณแปลกกว่าคนอื่นนะ" ทริกเกอร์กดฮู๊ดตัวเองลง
"ดูคุณไม่แปลกใจเลยนะ" ซึบารุสงสัย
"เรื่องการก้มหัวใช่ไหม" ทริกเกอร์ตอบกลับไป "บังเอิญเห็นมาบ่อยน่ะ"

ซึบารุแสดงสีหน้าแปลกใจ "มีคนแสดงการขอบคุณแบบนี้ด้วยเหรอครับ อยู่ที่ไหนเหรอ"
ทริกเกอร์เห็นก็ถอนหายใจเบาๆ
"มันก็นานมาแล้วล่ะ เอาเป็นว่าอีกไม่นานนายก็จะได้เจอเองในโลกภายนอก"

ซึบารุนิ่งไปสักพัก ก่อนจะหันไปถามทริกเกอร์ด้วยความงง
"ผมไม่ได้บอกสักคำว่าจะไปกับคุณเลยนะ คุณทริก........"
ก่อนที่จะพูดจบ ก็มีเสียงรถไฟแล่นมาจอดที่สถานีขบวนหนึ่งพอดี แปลกที่ขบวนนี้ดูเหมือนจะมีตราขององค์กรซะด้วย

"รถด่วนของอาณาจักรจิแคลนม่า" ทริกเกอร์ลุกขึ้นยืน "ผมสั่งคนสองคนมาที่นี่โดยเฉพาะเลยนะเนี่ย"

ชายสองคนที่ลงมาดูลักษณะเป็นนักรบ ซึ่งเมื่อลงมาถึงก็ทำความเคารพทริกเกอร์ด้วยการเอามือแตะที่หน้าอกซ้าย
"สวัสดีครับท่านทริกเกอร์ ผม นักรบคารล์(Kharl)/ฟิทอส(Fithos)มารายงานตัวแล้วครับ"

ทริกเกอร์ตอบรับด้วยการเอามือแตะที่อกซ้ายเช่นกัน ก่อนจะหันกลับไปหาซึบารุ
"ผมเข้าใจดี ว่าคุณอยากเป็นผู้พิทักษ์อยู่เมืองนี้ ถึงแม้จะจบเรื่องไปแล้ว แต่ก็ยังกังวลว่าจะมีกรณีคล้ายๆกันเกิดขึ้นอีกใช่ไหมครับ"

ซึบารุก้มหน้า ทริกเกอร์พูดถึง เค้ากังวลเรื่องนี้จริงๆ
"ผมถึงได้ให้ผู้พิทักษ์ทั้งสองคนนี้มาประจำการแทนคุณไงล่ะ ถึงแม้เค้าจะยังไม่ได้เป็นเบรฟซอรด์เต็มตัวก็ตามทีเถอะ" ทริกเกอร์เดินไปตบไหล่ซึบารุ "ส่วนคุณน่ะต้องออกเดินทางไปกับผม"

ซึบารุนิ่งไปสักพัก ก่อนจะตัดสินใจถามทริกเกอร์
"ทำไมถึงต้องพาผมไปด้วยละครับ คนอื่นก็มีตั้งเยอะไป"
ทริกเกอร์ได้ยินคำถามก็นิ่งไปสักพักหนึ่ง

"เพราะคุณยังเป็นลูกศิษย์ผมไงครับ ผมจึงมีสิทธ์แกล้งคุณได้เต็มที่ไงล่ะ"
ทริกเกอร์ตอบและยิ้มด้วยความเบิกบาน เหมือนกับเจอเรื่องสนุกให้ทำ

".........."
ซึบารุนิ่งไปสักพัก ก่อนจะศอกใส่หน้าทริกเกอร์จนเลือดกลบปาก
"เอาจริงๆสิว้อย"

"จริงๆครับ" ทริกเกอร์ตอบไปพลางเช็ดเลือดไปพลาง
"เชื่อผมสิ คุณยังต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะจากผมเลย เรื่องทางนี้ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ"

ซึบารุได้ยินประโยคที่มีน้ำเสียงมั่นคง จึงตัดสินใจเดินออกจากสถานีรถไฟไป
"ขอตัวสักเดี๋ยว ผมไปเก็บเสื้อผ้าเตรียมเดินทางก่อน"

ทริกเกอร์ได้ยินก็ยิ้มนิดๆ ก่อนจะหันไปสั่งการกับคารล์และฟิทอสต่อไป

-----------------------------------------------

หลังจากที่ซึบารุร่ำลาคนในหมู่บ้าน และชมรมผู้พิทักษ์ประจำหมู่บ้านแล้ว ก็เดินขึ้นไปบนรถไฟที่ซึบารุนั่งรออยู่ รถไฟขบวนนี้พักรอการเดินทางพอที่จะออกเดินทางครั้งใหม่แล้ว

"ยังกังวลอะไรอยู่เหรอครับ" ทริกเกอร์ถามซึบารุหลังจากที่โบกมือลาทุกคนในหมู่บ้าน และรถไฟวิ่งออกมาได้สักพักแล้ว
"เรื่องพวกทานัม" ซึบารุตอบนิ่งๆ "ถึงจะได้ทั้งคุณคารล์และฟิทอสมาช่วยแล้ว แต่ผมว่าคราวหน้าการโจมตีอาจจะหนักกว่านี้ก็ได้"

"เอ่อ ว่าแต่ดาบของคุณล่ะครับ" ทริกเกอร์เบี่ยงประเด็นทันควัน

"อ๋อ ผมเห็นว่าจบการต่อสู้แล้ว เลยคลายดาบออก จนกลายเป็นหินเหมือนเดิมน่ะครับ"
ซึบารุพูดจบก็หยิบหินก้อนนั้นขึ้นมา ทริกเกอร์เลยขอดูหินก้อนนั้นอย่างชัดๆอีกครั้ง ก่อนจะยิ้มเล็กน้อยแล้วก็คืนหินให้ซึบารุ

"รู้สึกยังไงครับเวลาถือดาบเล่มใหม่"
"รู้สึกเหมือนมีอะไรไหลออกจากร่างกายเข้าสู่ดาบน่ะครับ ถ้าถือนานๆก็จะรู้สึกตึงๆมือเหมือนกัน" ซึบารุตอบพร้อมกับกำหินแน่นในมือ

ทริกเกอร์เองก็ยิ้มน้อยๆเมื่อได้ยินคำตอบของซึบารุ
"ถูกแล้วครับ ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า อาวุธนั้นเป็นอาวุธที่เกิดจากพลังงาน Terra Tear อันนี้พอเดาได้ใช่ไหมครับ"
ซึบารุได้ยินก็หยักหน้าตอบ

"เค้าเรียกกันว่าเวพ่อน(อาวุธ) ซึ่งแต่ละคนจะสามารถสร้างอาวุธจากหินได้ต่างกันออกไปแล้วแต่คน ถึงแม้จะเป็นหินก้อนเดียวกัน แต่ถ้าคนที่ใช้หินก้อนนั้นอัดพลัง Terra Tear ลงไปเป็นคนละคนกัน อาวุธที่กลายสภาพออกมาก็จะเป็นคนละชนิดกันเลย"

"แล้วเวพ่อนเกิดขึ้นมาได้ยังไงครับ" ซึบารุตั้งคำถามให้ทริกเกอร์ตอบ ซึ่งเค้าก็ตอบโดยไม่ชะงัก
"เวพ่อน เกิดขึ้นจากการที่คลื่นจิตภายในตัวเราสามารถดึงเอาพลัง Terra Tear มาผสมกับหินก้อนนั้นๆ โดยมีจิตของคนที่ถือแต่ละคนเป็นแกนกลาง ถ้าให้เปรียบเทียบล่ะก็ ก้อนหินก็ถือพลาสติกแผ่นบาง พลังจิตก็เสมือนแม่เหล็ก แล้วพลัง Terra Tear ก็เหมือนผงเหล็ก พลังจิตจะสามารถดึงดูดผงเหล็กเข้ามาหา และสามารถก่อตัวขึ้นเป็นอาวุธตามคลื่นความถี่ของจิตแต่ละคนยังไงล่ะ เช่นอย่างนี้ไง"
ทริกเกอร์พูดจบก็หยิบหินขึ้นมาแปรสภาพเป็นดาบ ก่อนจะยื่นให้ซึบารุ ซึ่งเมื่อซึบารุรับไปดาบก็กลับคืนสภาพกลายเป็นหินทันที

เมื่อเห็นดังนั้น ซึบารุจึงคืนหินก้อนนั้นให้ ทริกเกอร์จึงเริ่มต้นบนสนทนาต่อ
"ทราบไหมว่ามนุษย์กลายพันธ์กับคนที่มีพลังจิตน่ะต่างกันเพียงแค่ด้านเส้นเดียวบางๆกั้นไว้นะครับ"
ซึบารุสงสัยทันที จะว่าไปทริกเกอร์ก็บอกว่าบลานค์ไม่ใช่มนุษย์กลายพันธ์อยู่เหมือนกัน

"มนุษย์ที่มีพลังจิต ก็คือมนุษย์กลายพันธ์ชนิดหนึ่งเหมือนกันครับ" ซึบารุได้ยินก็ตกใจ
"โลกนี้พลังงาน Terra Tear อยู่สองขั้วครับ เรียกได้ว่าเป็นพลังด้านบวกกับด้านลบก็ได้ ซึ่งพลังงานด้านบวกกับด้านลบจะส่งผลต่อร่างกายผู้ที่ได้รับเข้าไปต่างกัน พลังงานด้านบวกจะส่งผลทางด้านจิต ทำให้คนๆนั้นสามารถใช้พลังจิตได้ แต่ถ้าเป็นพลังงานด้านลบ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายภายนอกเท่านั้น"

"แล้วที่คนเราใช้เวทย์มาได้ก่อนที่จะมีการวิจัยพลังงานนี้ล่ะครับ จะว่ายังไง" ซึบารุถามถึงสิ่งที่แสดงความขัดแย้งกันเองได้ ซึ่งก็มีหลักฐานอยู่จริงว่ามีการใช้เวทย์มนต์มาตั้งแต่เมื่อ 500-600 ปีก่อนแล้ว

"พลังงานนี้จริงๆถึงไม่มีคนวิจัย ก็มีการรั่วไหลออกมาอยู่แล้ว" ทริกเกอร์กดฮู๊ดตัวเองลง "โลกเรามีประตูมิติอยู่ ซึ่งประตูนั้นมีการรั่วไหลของพลังงาน Terra Tear มานานแล้ว เพียงแต่ในอัตราที่ต่ำมาก จึงมีเพียงแค่ไม่กี่คนที่สามารถใช้เวทย์มนต์ได้ และพลังงานที่รั่วไหลออกมานั้นมีแต่ขั้วบวก จึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อร่างกายของคนยังไงล่ะ"

ซึบารุคิดตามที่ทริกเกอร์บอก ก่อนจะแสดงความเห็น
"บริเวณที่มีประตูมิติที่พลังงานนี้รั่วไหลคือเกาะ Zero ใช่ไหมครับ"

"ถูกต้องคร้าบบบ" ทริกเกอร์ยิ้ม "ฉะนั้น ถึงแม้จะไม่มีโรงกลั่น พลังงานที่โรงกลั่นสามารถขุดได้มาก็จะเป็นพลังงานด้านบวกอยู่แล้ว จนกระทั่งเกิดการระเบิดนั่น ทำให้ประตูนั้นถูกเปิดกว้าง จนเกิดการรั่วไหลของพลังงานด้านบวกและด้านลบพร้อมๆกันอย่างรวดเร็วไงล่ะครับ"

"แล้วทำไมถึงไม่ประกาศเรื่องนี้ออกมาล่ะครับ ในเมื่อ...."ซึบารุแสดงความเห็นอีกครั้ง แต่ทริกเกอร์ก็ชิงพูดตัดหน้าเสียก่อน
"ตั้งแต่อดีตแล้ว ที่คนเรามักจะแบ่งแยกชนชั้นและสีผิว ซึ่งมันเป็นเพียงแค่ลักษณะภายนอกมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ทางเบื้องบนก็คิดจะประกาศเรื่องนี้ แต่เมื่อคิดแล้วว่าถ้าเราประกาศออกไปโดยไม่มีหลักฐานว่าเป็นเพราะพลังงานนี้จริงๆ ก็ไร้ความหมายอยู่ดี และถึงแม้สังคมจะทำเหมือนยอมรับ แต่คนที่เป็นมนุษย์กลายพันธ์จะทนแรงกดดันจากคนรอบข้างได้เหรอ"

ซึบารุทำหน้าสลด ซึ่งก็จริง เขาเองก็รังเกียจมนุษย์กลายพันธ์เหมือนกัน อย่างน้อยๆก็พวกที่มาบุกปล้นหมู่บ้านเขา
"แล้วพวกที่มาบุกปล้นล่ะ คุณทริกเกอร์บอกว่าไม่ใช่มนุษย์กลายพันธ์ แล้วเป็นอะไรกันแน่"

"ยังบอกไม่ได้ เอาเป็นว่าเมื่อถึงเวลาผมจะบอกละกันนะครับ" พูดจบทริกเกอร์ก็หยิบหินขึ้นมา จากนั้นก็กำไว้แล้วแปรสภาพเป็นดาบ

"เอาล่ะ คุณสร้างดาบเล่มของคุณขึ้นมาใหม่สิครับ"

ซึบารุได้ยินก็หยิบหินขึ้นมาแปรสภาพเป็นดาบ น่าแปลกที่ดาบของเค้ามีลักษณะแปลกไปจากที่ใช้ต่อสู้เมื่อสักครู่

"ดาบมีลักษณะแปลกไปใช่ไหมครับ" ทริกเกอร์ยิ้มๆ เหมือนกับรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเป็นแบบนี้ "อย่างที่ผมพูดไปสักครู่แหล่ะครับ สิ่งที่จะทำให้เกิดเวพ่อนมาได้คือสามอย่าง นั่นคือหิน พลัง Terra Tear และพลังจิต ซึ่งคลื่นจิตแต่ละคนจะแตกต่างกันไป ซึ่งต่างเวลากันคลื่นจิตก็จะต่างกัน"

ทริกเกอร์คลายดาบออก "เวพ่อนที่แข็งแกร่งที่สุด คือเวพ่อนที่สร้างเมื่อทั้งสามอย่าง นั่นคือหิน พลัง Terra Tear และพลังจิตอยู่ในสภาพพร้อมที่สุด ตอนนี้หินก็พร้อมแล้ว พลัง Terra Tear ก็มีอยู่ในอากาศอยู่แล้ว ที่ยังไม่สมบูรณ์ก็เป็นพลังจิตล่ะ"

ทริกเกอร์พูดจบก็เอามือแตะหน้าผากซึบารุ ก่อนจะถ่ายกระแสจิตเข้าไปในตัวเด็กหนุ่มคนนั้น จนเด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนว่ามีพลังอย่างเต็มเปี่ยม

"เอาล่ะ ทีนี้ก็สร้างเวพ่อนขึ้นมาอีกทีสิครับ" ทริกเกอร์ดึงแขนกลับมา ซึบารุก็แปรสภาพหินของเขาให้กลายเป็นเวพ่อน ซึ่งดาบของเขาคราวนี้ดูแกร่งกว่าเมื่อตอนใช้ต่อสู้เมื่อสักครู่เสียอีก

"แบบทดสอบต่อไปครับ" ทริกเกอร์ตบไหล่ซึบารุ "ให้หน่วงสภาพเวพ่อนในสภาพนี้ให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าทำได้หนึ่งวันเต็มๆถือว่าผ่าน"

"หา!!!" ซึบารุตกใจ ธรรมดาเขาถือดาบก็รู้สึกเหมือนโดนดูดพลังไปอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ถึงแม้จะไม่มาก แต่ถ้าถือนานๆก็ทำให้เค้าหมดแรงได้เหมือนกัน

"เพื่อให้ร่างกายจดจำรูปแบบเวพ่อนในสภาพสมบูรณ์ที่สุดได้ไงครับ" ทริกเกอร์แปรสภาพหินเป็นดาบอีกครั้ง ซึบารุก็สังเกตุว่าดาบของทริกเกอร์ซึ่งเรียกมาให้เขาเห็นไม่ว่าจะกี่ครั้งก็มีสภาพเหมือนตอนแรกไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย

"ถ้าเราสามารถหน่วงจิตของเราให้อยู่ในหินได้นานๆ หินจะจดจำสภาพจิตในขณะที่เราพร้อมที่สุดได้ และในครั้งต่อๆไป ต่อให้เราอัดจิตของเราเข้าไปในขณะที่จิตของเรายังไม่พร้อม100% ซึ่งอาจจะสักแค่ 60-80% ก็ตามที แต่หินก็จะยังจำสภาพจิต100% ของเราได้ และเวพ่อนที่เราดึงออกมาจะมีสภาพแข็งแกร่งที่สุดเสมอไงล่ะครับ"

ซึบารุพยักหน้าตาม ก่อนที่จะตัดสินใจจับดาบด้วยความมุ่งมั่น
"เอาล่ะ หน่วงไว้ให้ได้หนึ่งวันใช่ไหม ลองดูล่ะ" ซึบารุพูดจบก็เดินไปท้ายขบวน ปล่อยให้ทริกเกอร์นอนตากลมเล่นๆ

"มีเวลาสองวันกว่าจะถึงไฮท์วิลล์ การหน่วงให้ได้หนึ่งวันคงไม่ทัน แต่ไม่เป็นไร เวลาฝึกยังมีอีกเยอะ คงพอทันน่า" ทริกเกอร์บ่นอุบอิบกับตัวเองในใจเบาๆ..............

2006/Nov/21

ทริกเกอร์ตบไหล่ซึบารุเสร็จก็เดินนำขึ้นไป ปล่อยซึบารุทำหน้าเหวออยู่ด้านหลัง ก่อนจะวิ่งขึ้นไปหาทริกเกอร์
"เดี๋ยวสิคุณทริกเกอร์ แบบนี้แกล้งกันรึเปล่าเนี่ย"

ทริกเกอร์หัวเราะ "ใช่ครับ ผมแกล้ง"

ซึบารุเดือดปุดขึ้นมาทันใด
"อะไรกันเนี่ย ไหนบอกว่าจะสอนผมไง"

ทริกเกอร์ยกมือขึ้นป้องกันตัวเอง เหมือนสื่อความหมายว่า อย่าตีผมเลย แต่ก่อนที่ซึบารุจะได้พูดอะไร มนุษย์กลายพันธ์ตัวหัวโจกก็เงื้อขวานโดดลงมาฟาดใส่ทั้งคู่

ซึบารุกระโดดหลบออกมาได้ทัน ส่วนทริกเกอร์ยืนอยู่กับที่ ขวานที่เหวี่ยงลงไปปักที่พื้นนั้นห่างจากหน้าเค้าเพียงแค่ไม่กี่เซนติเมตร

"โอ้ ดูเหมือนคุณจะตั้งใจเว้นระยะไว้สินะเนี่ย" ทริกเกอร์กดฮู๊ดตัวเองลง
"นายเองก็ร้ายใช่เล่นนะ ที่ไม่หลบเนี่ย" มนุษย์กลายพันธ์ตัวหัวหน้าเหวี่ยงขวานขึ้นพาดบนไหล่ตัวเอง "ข้าชื่อบลานค์(Blank) เจ้าชื่ออะไร"

"ชื่อทริกเกอร์ครับ" พูดจบเค้าก็ถอนหายใจทีนึง "แต่คนที่คุณควรรู้ชื่อไว้ไม่ใช่ผมนะ คนข้างหลังต่างหาก"

บลานค์ได้ยินดังนั้นจึงหันหลังกลับไป ซึบารุกระโดดเงื้อดาบเหวี่ยงลงมาใส่ แต่บลานค์ยกขวานขึ้นมากันทัน ทั้งคู่จ้องหน้ากันขณะที่ใช้แรงของตนผลักดันอาวุธเพื่อประลองพลังกัน

"ชั้นชื่อซึบารุ คนที่จะโค่นแกไงล่ะ"
"โฮ่ ดูท่าจะมีความมั่นใจมากนะ ถ้าทำได้ก็เอาเลยสิ"

พูดจบบลานค์ก็เหวี่ยงขวานออกไป ผลักซึบารุกระเด็นถอยหลังไประยะหนึ่ง เสร็จบลานค์จึงหันไปตะโกนกับลูกน้องที่อยู่ด้านหลัง
"ไอ้ดาบยักษ์นี่ของข้า ส่วนไอ้ฮู๊ดนั่นจัดการตามสบาย"

ทริกเกอร์ได้ยินก็ทำหน้าเหวอ
"ไหงมาลงที่ผมล่ะเนี่ย"

ยังไม่ทันที่ทริกเกอร์จะทำอะไรต่อ พวกลูกน้องของบลานค์ก็กระโจนเข้าใส่ ทริกเกอร์จึงตัดสินใจวิ่งหนีไป
"ซึบารุครับ สู้ๆนะครับ ผมจะเอาใจช่วยอยู่ห่างๆอย่างห่วงๆ"

ซึบารุยืนงงกับทริกเกอร์ที่ดูเหมือนจะหนีไปเรียบร้อยแล้ว
"นั่นอาจารย์นายแน่เหรอเนี่ย" บลานค์ถามด้วยสีหน้างงๆเช่นกัน
"เพิ่งเป็นได้ไม่ถึงห้านาที ออกลายซะแล้วเนี่ย" ซึบารุถอนหายใจ ก่อนจะชักดาบขึ้นมา "ว่าแต่ มาจัดการเรื่องของเราต่อดีกว่าไหม"

บลานค์ได้ยินก็ฉีกยิ้มโหด ราวกับสัตว์ที่หมายจะเข้าขยี้เหยื่อในทันที แล้วจึงควงขวานตั้งท่าสู้กับซึบารุต่อ

คราวนี้บลานค์เป็นฝ่ายบุกก่อน เริ่มด้วยการเหวี่ยงขวานเข้าใส่ซึบารุอย่างรวดเร็ว ซึบารุก้มลงพร้อมกับเหวี่ยงดาบจะฟันกลางลำตัว แต่ว่าบลานค์ใช้จังหวะที่เหวี่ยงขวานเมื่อสักครู่ปักขวานลงกับพื้น แล้วเหวี่ยงตัวเองขึ้นไปบนขวานเพื่อหลบดาบซึบารุ

"ร้ายไม่เบานะเนี่ย" บลานค์แสยะยิ้มด้วยความพอใจ "ควรค่าแก่การฆ่าจริงๆ"
"งั้นเหรอ" ซึบารุเหวี่ยงดาบขึ้นพาดไหล่ "งั้นลุยต่อล่ะนะ"

ซึบารุกระโดดเข้าหาบลานค์ ฟาดดาบลงไปที่ใบหน้าบลานค์ แต่บลานค์กระโดดถอยพร้อมกับเหวี่ยงขวานขึ้นมาในแนวตั้ง ซึบารุยกดาบขึ้นป้องจนกระเด็นลอยขึ้นฟ้า บลานค์อาศัยจังหวะนั้นเมื่อเท้าลงถึงพื้นก็กระโดดเข้าไปหาซึบารุในระยะทันที

"ไหนล่ะที่ว่าจะโค่นข้าน่ะ ทำให้ดูหน่อยสิ" บลานค์แสยะยิ้มก่อนจะเอาด้ามขวานกระแทกท้องซึบารุอย่างแรงจนจุก แล้วก็ต่อยอัดซึบารุจนกระเด็นลงพื้นดิน

ซึบารุคุกเข่าพร้อมกับเอามือปาดเลือดที่แก้มออก ในตอนนั้นบลานค์ก็ค่อยๆเดินเข้ามาหาซึบารุอย่างช้าๆ
"อย่างนี้ไอ้ฮู๊ดนั่นน่าจะเก่งกว่านายอีกสินะเนี่ย"

ซึบารุได้ยินก็ลุกขึ้น ตั้งท่าเตรียมสู้ต่อทันที
"ดูท่าจะยังไม่เข็ดนะเนี่ย" บลานค์แสยะยิ้มอย่างดุร้าย พร้อมเหวี่ยงขวานใส่ซึบารุอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ซึบารุทำได้เพียงแค่ยกดาบขึ้นป้องตัวเองไว้เท่านั้น ก่อนที่จะพลาดโดนหมัดของบลานค์ต่อยใส่หน้าจนกระเด็นไปตามพื้นราวๆหนึ่งช่วงตึก

ซึบารุค่อยๆประคองร่างตนเองลุกขึ้นยืน ในระหว่างนั้นเองซึบารุได้ยินเสียงคนต่อสู้กัน เมื่อหันไปมองก็เห็นทริกเกอร์ยืนอยู่กลางฝูงมนุษย์กลายพันธ์ที่กระโดดล้อมทริกเกอร์เอาไว้ในระยะห่างพอสมควร

ซึบารุเห็นทริกเกอร์หลบการโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่าของมนุษย์กลายพันธ์ได้ ทั้งๆที่การจู่โจมจากศัตรูหลายตัวจะมาอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วกว่าขวาน และยังมาจากทุกทิศทางอีก แต่ทำไมทริกเกอร์ยังหลบได้ หนำซ้ำถ้าซึบารุไม่รู้สึกไปเอง ทริกเกอร์ไม่ได้ใช้ความเร็วที่ช้ากว่าตัวของซึบารุเองในตอนนี้เสียอีก

เมื่อซึบารุสังเกตุดีๆ ก็เห็นทริกเกอร์หันหน้ามายิ้ม พร้อมกับเอานิ้วชี้ที่ดวงตาตัวเอง ก่อนจะตวัดดาบเหวี่ยงศัตรูที่อยู่ด้านหลังให้กระเด็นพุ่งมาทางซึบารุโดยที่ไม่ต้องมองเสียด้วยซ้ำ

ซึบารุเห็นดังนั้นก็ดีดนิ้วเหมือนนึกอะไรออก ซึ่งในเวลาเดียวกันบลานค์ก็เดินมาถึงตัวซึบารุแล้ว
"เอ้า ลุกขึ้นมาต่อสิ ยังไม่....."

"จบแล้วล่ะ" ซึบารุชิงพูดก่อนที่บลานค์จะพูดจบประโยค "การดวลกันคราวนี้ชั้นเป็นฝ่ายชนะแล้วล่ะ"
บลานค์ฉีกยิ้มด้วยความโกรธเกรี้ยว ที่เค้าไม่ชอบที่สุดคือการถูกชิงตัดบทพูดนี่แหล่ะ
"ถ้าทำได้ก็เอาเซ่"

บลานค์กระโดดถอยหลังเพื่อเว้นระยะเพื่อจะได้ใช้ขวานยักษ์ของเค้าได้อย่างเต็มที่ แล้วจึงเหวี่ยงขวานพุ่งเข้าหาซึบารุ

แต่คราวนี้ไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว ซึบารุค่อยๆหลับตาลง พร้อมกับโยกตัวหลบการโจมตีของบลานค์ได้อย่างต่อเนื่อง แม้บลานค์จะใช้หมัดในการโจมตีผสานด้วยแล้ว แต่ก็ไม่โดนตัวซึบารุเลยแม้แต่น้อย

"อะไรกันเนี่ย นี่แกทำอะไรของแก" บลานค์สบถด้วยความไม่พอใจที่เห็นเหยื่อของตนเริ่มเก่งกว่าเดิม

ทางด้านซึบารุ ภาพที่ซึบารุเห็นตอนนี้คือกระแสลมสีเขียวๆที่ไหลอยู่รอบๆตัวบลานค์ จนทำให้เห็นเลยว่าบลานค์เตรียมจะเหวี่ยงขวานมาทางไหน เมื่อรู้ว่าการโจมตีจะมาจากทิศใด การหลบล่วงหน้านั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยแม้แต่น้อย

เมื่อหลบไปได้สักพัก ซึบารุตัดสินใจโจมตีกลับ บลานค์ซึ่งโจมตีจนติดลมเมื่อต้องเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายตั้งรับก็เลยยังตั้งตัวไม่ทัน ได้แต่ยกด้ามขวานขึ้นรับการโจมตี ซึ่งดูเหมือนจะปัดป้องได้ไม่หมด ร่างกายของบลานค์ค่อยๆปรากฎบาดแผลมากขึ้นเรื่อยๆ

"จบแล้วล่ะ" ซึบารุวางดาบลงที่ไหล่ของบลานค์ที่บาดเจ็บจนต้องทรุดลงไปคุกเข่าอยู่กับพื้น
"ชั้นเป็นฝ่ายชนะแล้ว"

บลานค์ได้ยินประโยคประกาศชัยของซึบารุก็โกรธเกรี้ยว เหมือนจะยังยอมรับความพ่ายแพ้ของตนไม่ได้ เตรียมที่จะลุกขึ้นยืนต่อ แต่ตัวของบลานค์กลับไม่สามารถขยับเขยื้อนได้แม้แต่น้อย

"จบแล้วสินะครับ"
ทริกเกอร์เดินมาตบไหล่ซึบารุ ก่อนจะกดฮู๊ดตัวเองเล็กน้อย
"การฝึกครั้งนี้ผมให้.......อุ๊ฟ!!!"

ก่อนที่ทริกเกอร์จะพูดจบ ก็โดนซึบารุอัปเปอร์คัตใส่ จนต้องลงไปนั่งเช็ดเลือดกำเดาตัวเอง
"นี่เค้าเรียกสอนเหรอไงเนี่ย คุณทริกเกอร์" ซึบารุโวยวาย

"เจ็บจังแฮะ" ทริกเกอร์ค่อยๆลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินไปหาบลานค์
"คุณเป็นตัวหัวหน้ากลุ่มใช่ไหมครับ"
"ใช่ แล้วจะทำไม" บลานค์ที่ขยับตัวไม่ได้ตอบด้วยสีหน้าเฉยชา " เอาสิ จะทำอะไรก็ทำเลย การที่แกมาตรงนี้ได้ แสดงว่าลูกน้องข้าโดนแกจัดการเรียบหมดแล้วสิ"

ซึบารุได้ยินดังนั้นจึงนึกขึ้นได้ แล้วจึงหันหน้าไปตรงจุดที่เห็นทริกเกอร์อยู่กลางดงมนุษย์กลายพันธ์ ซึ่งที่ตรงนั้นดูเหมือนจะมีแต่พวกที่บาดเจ็บนอนกองอยู่ตรงบริเวณนั้นเต็มไปหมด

"แหม ผมไม่ทำร้ายคุณหรอก" ทริกเกอร์ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเหวี่ยงโซ่ที่แขนตนเองขึ้น ตอนนั้นเองที่บลานค์รู้สึกเหมือนร่างกายตัวเองเบาขึ้น และเริ่มขยับได้แล้ว

"ผมแค่อยากจะถามอะไรสักหน่อย" ทริกเกอร์ย่อตัวลงไปในระดับเดียวกับบลานค์ "คุณรู้จักคนที่ชื่อชูเบี้ยน(Chubian)รึเปล่า"

บลานค์ส่ายหน้าในทันที แน่นอนว่าทริกเกอร์ดูออกเลยว่าบลานค์ไม่รู้จักจริงๆ

"เอาล่ะ งั้นก็หมดคำถามแล้ว" ทริกเกอร์เดินไปพลางกดฮู๊ดตนเองไปพลาง

"ใช่แล้ว ลืมไปเลย ผมขออะไรคุณสักอย่างได้ไหม บลานค์"
"ข้าแพ้แกแล้วหนิ จะยังเรียกร้องสิทธ์อะไรได้อีก" บลานค์ตอบแบบไม่เต็มใจ
"ถ้ายังไง ผมขอให้คุณเลิกอาชีพแบบนี้ดีกว่านะ แล้วก็อีกอย่าง ดูเหมือนเพื่อนๆคุณจะอยู่กับคุณได้อีกไม่นานแล้วล่ะ"

บลานค์พุ่งเข้าใส่ทริกเกอร์ด้วยความโกรธเกรี้ยว "นี่แกฆ่าพวกเค้าเหรอ"

ทริกเกอร์หันกลับมาพร้อมกับเอาดาบจ่อที่คอของบลานค์อย่างรวดเร็ว ไม่มีใครมองเห็นการเคลื่อนไหวของทริกเกอร์เลยแม้แต่น้อย

"ผมไม่ได้ฆ่าพวกเขาแน่ แต่พวกเขาหมดเวลาแล้วต่างหาก"
"หมายความว่ายังไงที่ว่าหมดเวลาน่ะ" บลานค์ถาม
"ถึงเวลาแล้วคุณก็รู้เองแหล่ะครับ" ทริกเกอร์ชักดาบลงมา ก่อนจะคลายพลังจนดาบกลับกลายเป็นหินอีกครั้ง

"เอ่อ จริงสิ พวกคุณน่ะ ไม่ใช่มนุษย์กลายพันธ์นะครับ"

ประโยคนี้ทำให้ทั้งบลานค์และซึบารุตกใจ แต่ก่อนที่บลานค์จะถามต่อ ทริกเกอร์ก็ตบที่หลังคอของบลานค์ ทำให้บลานค์สลบไป

"ยังไม่ถึงเวลาที่คุณควรรู้ตอนนี้นะครับ" ทริกเกอร์กดฮู๊ดตัวเองลงเบาๆ

ซึบารุหันหน้าไปทางที่พวกลูกน้องของบลานค์อยู่ ภาพที่ซึบารุเห็นนั้นคือลูกน้องของบลานค์มีไอสีเขียวระเหยขึ้นมาตามลำตัว จนเมื่อไอสีเขียวระเหยจนหมด ร่างของสมุนบลานค์ก็แตกหักเหมือนก้อนหินที่โดนทุบจนแหลกเป็นผง สักครู่เศษผงนั้นก็ถูกลมพัดไปจนหมดอย่างช้าๆ

ซึบารุเห็นภาพดังนั้น จึงคิดจะหันไปถามทริกเกอร์ แต่ก็เลือกที่จะไม่ถามดีกว่า เพราะถึงถามไปก็คงไม่ตอบแน่นอน ถ้าถึงเวลาอาจจะตอบก็ได้

แต่ที่จริงแล้ว บลานค์และลูกน้อง หากไม่ใช่มนุษย์กลายพันธ์ แล้วเป็นอะไร แล้วมนุษย์กลายพันธ์ที่หายหน้าไปจากสังคมนั้นหายไปไหน กลุ่มโจรทานัมแท้จริงเป็นอะไรกันแน่

แต่ก่อนที่ซึบารุจะคิดอะไรต่อนั้น ทริกเกอร์ก็เดินมาตบไหล่พร้อมด้วยรอยยิ้ม
"บทเรียนต่อไป เอาบลานค์ไปขัง แล้วก็ทำความสะอาดด้วยนะครับ"

".........................."